เขาค้อ แหล่งเที่ยวยอดนิยมช่วงปลายฝนต้นหนาว

เขาค้อ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งมีผู้คนนิยมเดินทางขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศที่เย็นสบายรวมถึงทัศนียภาพของภูเขา ป่าไม้ ธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะทะเลหมอกยามเช้า เขาค้อ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นจุดที่มีทัศนียภาพที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ปัจจุบันเขาค้อกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อพักผ่อน หย่อนใจ และชมความงามทั้งในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกที่มองเห็นอย่างสวยงามมาก นอกจากนี้ยามกลางคืนหากเป็นคืนที่ฟ้าเปิดจะมองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า รวมถึงยังมองเห็นทางช้างเผือกอย่างชัดเจนด้วย นอกจากเขาค้อที่แหล่งพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังมีจุดเด่นหลายๆอย่างให้นักท่องเที่ยวได้เช็กอินกันไม่ว่าจะเป็น ทุ่งกังหันลม ที่เรียงรายทอดยาวตามพื้นที่โล่งอย่างสวยงามเหมือนอยู่ต่างประเทศ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว นอกจากพื้นที่ของเขาค้อแล้ววัดพระธาตุผาซ่อนแก้วยังเป็นจุดหนึ่งที่สำคัญของพื้นที่ ซึ่งเป็นวัดที่มีความสวยงามอย่างมากซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก นอกจากนี้แล้วภายในวัดยังมีสถาปัตยกรรมของพระพุทธรูป 5 องค์ ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นมากภายในวัดซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางวิวภูเขาโดยรอบอย่างชัดเจน ไร่กระหล่ำปลี ไร่สตอเบอรี่ ภายในเขาค้อนั้นเต็มไปด้วยไร่กระหล่ำปลีกว้างใหญ่ รวมถึงไร่สตอเบอรี่ หากในช่วงฤดูหนาวจะมีลูกสตอเบอรี่ออกลูกมากมายเต็มพื้นที่ไร่ ซึ่งสามารถซื้อกลับบ้านได้หลากหลายพันธุ์ หลากหลายราคาให้เลือกสรร เขาค้อจะสามารถมองเห็นทะเลหมอกยามเช้าได้อย่างชัดเจนในช่วงปลายเดือนตุลาคมจะเป็นช่วงปลายฝนอากาศจะเย็นและชื้นมากทำให้มองเห็นอย่างชัดเจน

วัดพระธาตุหนองแวง

วัดพระธาตุหนองแวง ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บริเวณริมบึงแก่นนคร วัดพระธาตุหนองแวงเป็นวัดพระธาตุที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ พระธาตุเก้าชั้น พระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด ซึ่งพระธาตุแก่นนครมีจำนวน 9 ชั้น เป็นฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 50 เมตร มีลักษณะเป็นพระธาตุที่จำลองมาจากพระธาตุขามแก่น องค์พระธาตุมีความสูง 80 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ภายในองค์พระธาตุ มีทั้งหมด 9 ชั้นประกอบด้วยแต่ละชั้นดังนี้ ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุมซึ่งมีพระบรมสารีริกธษตุของพระพุทธเจ้า และพระธาตุของพระสาวก 100 องค์ ประดิษฐานกราบไหว้แด่ผู้มาเยี่ยมชม นอกจากนี้ภายในยังมีจิตกรรมฝาผนังที่เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงความเป็นอยู่ของชาวอีสานมาแต่โบราณ ซึ่งภายในได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต เครื่องใช้หายาก เรื่องราวที่เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม กฏระเบียบข้อห้ามของชาวอีสาน ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติบานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณ ชั้นที่Read More

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ หรือ วัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัด ซึ่งเป็นวัดที่มีความสวยงามโดดเด่นแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เป็นวัดที่มีความโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ ความงดงามของเจดีย์องค์เล็กๆสีขาวที่สร้างบนยอดภูเขาเรียงรายกันอย่างโดดเด่นและสวยงามอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวชมความสวยงามของเหล่าองค์เจดีย์นี้ ซึ่งวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระราชสมภพครบ 200 ปี  เพื่อน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อ ปวงชนชาวไทย นอกจากนี้ในบริเวณโดยรอบของวัดยังมีที่ตั้งของพระพุทธรูปพระนิรันตรายซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปประจำ พระองค์ของรัชกาลที่ 4 นอกจากนี้แล้วยังมีพระอุโบสถที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาอย่างสวยงาม โดยภายในบริเวณวัดจัดว่ามีความสวยงามทั้งในส่วนบริเวณวัด อาคารต่างๆ นอกจากนี้แล้ววัดยังอยู่บนยอดเขาที่สูงกว่า 300 เมตรซึ่งจะมีจุดชมวิวที่สวยงาม ทั้งในส่วนขององค์พระธาตุสีทองบนยอดเขา และองค์เจดีย์เล็กสีขาว 5 องค์ที่ตั้งอยู่ริมชะง่อนผาหินอย่างสวยงาม โดดเด่นมาก รวมถึงยังมีจุดชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่สวยงาม ซึ่งเหล่าองค์เจดีย์เล็กสีขาวนั้นนับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาได้ สำหรับเส้นทางขึ้นวัดนั้นต้องใช้การเดินเท้าขึ้นไปบนตัววัด โดยวัดที่มีลานจอดรถส่วนตัวด้านล่าง โดยการเดินขึ้นทางวัดจะมีบันไดขึ้นประมาณ 300 ขั้นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้กับเขื่อนศรีนครินทร์ ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี 108 กิโลเมตรน้ำตกแห่งนี้จัดว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัด และเป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานที่มีพรรณไม้ ต้นไม้ที่สวยงาม ซึ่งสภาพที่เป็นป่าดิบเขาแล้ง ซึ่งน้ำจะไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น มีลักษณะเป็นน้ำตกที่มีลักษณะลดหลั่นลงมา โดยตัวน้ำตกถูกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น ดังนี้ ชั้นที่ 1 ดงว่าน มีลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากหินปูน ลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆที่มีความสูงประมาณ 1 – 2 เมตร จุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ซึ่งน้ำจะมีสีเขียวมรกตสวยงาม ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น มีลักษณะเป็นน้ำตกไหลลงมาจากหินปูนลงมาในแอ่งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมระหว่างชั้น 2 และ 3 ด้วย ชั้นที่ 3 วังหน้าผา เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากความสูงของผาหินปูนสูงประมาณ 4 เมตร ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาตามผาหินปูนที่มีความสูงมากกว่า 6 เมตร จุดนี้ไม่เหมาะกับการเล่นน้ำเนื่องจากแอ่งที่เล็กเกินไป เหมาะกับการถ่ายรูป ชมความงามมากกว่า และ ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6Read More

เที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จัดว่าเป็นพื้นที่เขตป่าอุทยานที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเนื้อที่ 2,215.42 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา, ปราจีนบุรี, นครนายก, สระบุรี โดยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จัดว่าเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศไทยที่ก่อตั้งขึ้นมา โดยก่อตั้งวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2505 ซึ่งจัดว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าดิบชื้น, ป่าเบญจพรรณ, ป่าดงดิบแล้ง, ทุ่งหญ้าประเภทสะวันนา ซึ่งมีพรรณไม้นานาชนิดกว่า 3,000 ชนิด และสัตว์ป่าจำนวนมากกว่า 71 ชนิด, ผีเสื้อ 189 ชนิด, นกป่ากว่า 350 ชนิด กระจายอยู่ตามเขตพื้นที่อุทยาน ซึ่งอยู่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 400 – 1,000 เมตร ในสมัยอดีตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก่อนจะถูกตั้งให้เป็นอุทยาน เดิมถูกเรียกว่า ดงพญาไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่กั้นระหว่างเส้นทางภาคกลางและภาคอีสานของไทยซึ่งการเดินทางค่อนข้างลำบากและเป็นอันตราย โดยผู้คนที่เดินทางเข้าป่าต้องพบกับอันตรายต่างๆทั้งสัตว์ป่าและไข้ป่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าชื่อป่าRead More

ประเพณีวิ่งควาย

ประเพณีวิ่งควาย ประเพณีวิ่งควายในเขตเทศบาลเมืองชลบุรีแห่งเดียวในเมืองไทย เมื่อใกล้เทศกาลออกพรรษาครั้งใดก็แสดงว่าช่วงเวลาแห่งการไถหว่านได้ผ่านพ้นไปแล้ว ถึงเวลาที่บรรดาชาวไร่ชาวนาจะได้มีโอกาสหยุดพักผ่อน เพื่อรอคอยเวลาที่ผลผลิตจะออกดอกออกผลและเป็นเวลาที่วัวควายจะได้พักเหนื่อยเสียทีหลังจากที่ถูกใช้งานมาอย่างหนัก ในวันงาน ชาวไร่ชาวนาจะหยุดงานทั้งหมดและจะตกแต่งควายของตนอย่างสวยงามด้วยผ้าแพรพรรณ และลูกปัดสีต่างๆ และนำควายมาชุมนุมกันที่ตลาด พร้อมกันนั้นก็จะนำผลิตผลของตนบรรทุกเกวียนมาขายให้ชาวบ้านร้านตลาดไปพร้อมๆ กัน เมื่อจับจ่ายขายสินค้าเสร็จแล้ว ต่างคนต่างก็ถือโอกาสมาพบปะสนทนากัน บ้างก็จูงควายเข้าเที่ยวตลาดจนกลายมาเป็นการแข่งขันวิ่งควายกันขึ้น และจากการที่ชาวไร่ชาวนาต่างก็พากันตกแต่งประดับประดาควายของตนอย่างสวยงามนี่เอง ทำให้เกิดการประกวดประชันความสวยงามของควายกันขึ้น พร้อมๆ ไปกับการแข่งขันวิ่งควาย จะจัดในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 อำเภอบ้านบึงจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตลาดหนองเขิน อำเภอบ้านบึง จัดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 วัดดอนกลาง ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จัดวิ่งควายในวันทอดกฐินประจำปีของวัด ความเป็นมา เนื่องด้วยสมัยก่อนควายถูกใช้ในการไถนาชาวนาจังหวัดชลบุรีจึงมีควายเป็นประจำบ้านไว้ใช้งานอย่างน้อยบ้านละ1ตัวหรือมากกว่านั้นตามฐานะความเป็นอยู่พอถึงเวลาทำนาควายก็ต้องใช้แรงมากแต่พอทำนาเสร็จหมดฤดูทำนาควายก็ว่างเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ทำให้ควายตัวผู้ที่ล่ามเอาไว้ชนกันเมื่อคนเห็นเข้าดูแล้วสนุกดีเพราะว่างจากการทำนาด้วยจึงทำเป็นกิจกรรมยามว่างจนกลายมาเป็นประเพณีมาจึงถึงปัจจุบัน      

ประเพณีลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทง   ในปัจจุบัน การลอยกระทงได้แพร่หลาย และเป็นที่นิยมไปอย่างกว้างขวาง โดยผู้ใหญ่มักจะเกณฑ์เด็กๆ มาช่วยกันทำกระทงนำไปลอยในแม่น้ำ เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา พร้อมทั้งอธิษฐานขอสิ่งดีๆ ให้แก่ตนเอง และคนรัก และครอบครัววันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 12 และได้เข้าสู่ไทยในมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเมื่อประมาณพ.ศ.1800 ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาส ผู้เป็นสนมเอกของพระร่วงว่า “ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกสรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากระทง ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย    เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้ ความเป็นมา ประเพณีลอยกระทงมีมานานจนสืบประวัติไม่ได้ และไม่มีในคัมภีร์ทางศาสนาเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) ได้ค้นคว้าที่มาของประเพณีลอยกระทงไทยทุกภาคตลอดจนถึงประเทศใกล้เคียงคือ พม่า กัมพูชา จีน อินเดีย ได้ความว่ามีประเพณีลอยกระทงทุกประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ กันเช่น ลอยเพื่อขมาพระแม่คงคา เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาท เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย เพื่อบูชาพระอุปคุต เป็นต้นการลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง การกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษ และ ปัจจุบันยังใช้ขนมปังทำด้วยเพื่อจะได้เป็นอาหารให้ปลาและไม่ทำลายแม่น้ำด้วย

ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา

ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ประเพณีแห่เทียนพรรษาได้รับการส่งเสริมจากทางจังหวัดมากขึ้น จนทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนให้เป็นงานประเพณีระดับชาติ ทำให้งานแห่เทียนพรรษาเมืองอุบลเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดินทางมาเที่ยวกันมากมายการแห่เทียนในยุคแรกๆชาวบ้านจะร่วมบริจาคเทียน แล้วนำเทียนมามัดติดกับลำไม้ไผ่ติดกระดาษเงินสีทองตัดลายฟันปลามาติดปิดรอยต่อ เสร็จแล้วนำต้นเทียนมัดติดกับปิ๊บน้ำมันก๊าด โดยใช้เกวียนหรือล้อเลื่อนลากจูง และมีขบวนฟ้อนรำด้วยต่อมาได้มีการหล่อดอกจากผ้าพิมพ์แล้วมีการประยุกต์ประดับฐานต้นเทียนด้วยรูปแกะสลักสัตว์ ลายไม้ฉลุทำให้ต้นเทียนดูสวยงามมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นประชาชนก็เห็นความสำคัญประเพณีแห่เทียนมากขึ้น จังหวัดก็ได้ส่งเสริมให้เป็นงานประจำปีในช่วงนั้นมีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทมัดเทียนรวมกันแล้วติดกระดาษสี กับประเภทพิมพ์ลายติดลำต้น การทำต้นเทียนก็ได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนมาถึงการแกะสลักลงบนต้นเทียนโดยตรง ซึ่งเป็นการแกะที่ต้องอาศัยฝีมือเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาประเพณีแห่เทียนพรรษาจึงได้จดการประกวด3 ประเภท โดยเพิ่มประเภทแกะสลักลงบนต้นเทียนลงไป ความเป็นมา ของเทศกาลแห่เทียนของชาวเมืองอุบลนั้น แต่ก่อนไม่ได้แห่เทียนเหมือนในปัจจุบัน แต่จะทำการฟั่นเทียน ยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชาในช่วงจำพรรษา นอกจากเทียนแล้วยังมีน้ำมัน เครื่องไทยทาน และผ้าอาบน้ำฝนพอมาถึงสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลครั้งหนึ่งได้มีการแห่บั้งไฟและได้เกิดเรื่องมีการตีกันทำให้มีคนเสียชีวิต จึงทำให้ถูกเลิกการแห่บั้งไฟ และได้เปลี่ยนมาเป็นการแห่เทียนแทน

ประเพณีผีตาโขน

ประเพณีผีตาโขน ผีตาโขนเป็นงานบุญใหญ่ที่เรียกกันว่างานบุญหลวง จัดขึ้นที่ วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย โดยมีการละเล่นผีตาโขนและมีการเทศน์มหาชาติมีการทำบุญพระธาตุศรีสองรักและงานบุญต่างๆเข้ามาผสมรวมกัน จัดงานกันตลอด3วัน -วันแรกเริ่มพิธีตอนเช้า 04.00-05.00 น. คณะแสนหรือข้าทาสบริวารของเจ้าพ่อกวนจะนำอุปกรณ์ มีด ดาบ หอก ฉัตร พานดอกไม้ ธูปเทียน ขันห้าขันแปดถือเดินนำขบวนไปที่ริมแม่น้ำหมัน เพื่อนิมนต์พระอุปคุตต์ พระผู้มีฤทธานุภาพมาก และมักเนรมิตกายอยู่ในมหาสมุทร เพื่อป้องกันภัยอันตราย และให้ เกิดความสุข นำใส่พานแล้วนำขบวนกลับที่หอพระอุปคุตต์ ทำการ ทักขิณาวัฏ 3 รอบ มีการยิงปืนและจุดประทัดซึ่งช่วงเวลานั้นบรรดาผีตาโขนที่นอนหลับหรือ อยู่ตามที่ต่างๆก็จะมาร่วมขบวนด้วย ความยินดีปรีดา เต้นรำ เข้าจังหวะกับเสียงหมากกระแร่ง ซึ่งเป็นกระดิ่งผูกคอวัวหรือกระดิ่งให้เสียงดัง -วันที่สอง เป็นพิธีแห่พระเวส ในขบวนประกอบด้วย พระพุทธรูป 1องค์ พระสงค์ 4 รูป  นั่งบนแคร่หามตามด้วย เจ้าพ่อกวนนั่งอยู่บน กระบอกบั้งไฟ ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียม กับบริวาร ชาวบ้าน และเหล่าผีตาโขน เดินตามเสด็จไปรอบ เมือง ก่อนตะวันตกดิน สำหรับคนที่เล่นเป็นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนใหญ่ออกRead More

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟ       ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของประเทศไทยไปจนถึงฝั่งแม่น้ำโขงของประเทศลาว  นิยมเล่นกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้อาจจะเพราะความเชื่อหรืออาจจะเป็นเพราะความสนุกของการดูการเล่นบั้งไฟของคนอีสาน เพราะตั้งแต่โบราณชาวอีสานก็มีอาชีพทำนาเลี้ยงสัตว์ ปัจจัยที่สำคัญในการทำนาเลี้ยงสัตว์ก็คือน้ำฝนความเชื่อในบุญบั้งไฟเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่ได้จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานบุญบั้งไฟ หมู่บ้านที่จัดก็จะมีฝนตกมีน้ำทำนาเลี้ยงสัตว์ หรืออาจเป็นเพราะความเชื่อนี้ที่ทำให้ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นประเพณีที่อยู่คู่กับคนไทยภาคอีสาน ความเป็นมาของความเชื่อในประเพณีบุญบั้งไฟ ชาวอีสานเชื่อกันว่าโลกมนุษย์   อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา ตัวอย่างการรำผีฟ้าก็เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการแสดงออกทางด้านการนับถือเทวดาของชาวอีสาน ชาวอีสานเชื่อว่าเทวดาที่ดูแลเรื่องฟ้าฝนคือพญาแถน หรือ เทพวัสสกาลเทพบุตรหากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีแต่ความสุข และยังมีความเชื่อกันอีกว่าพญาแถนมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก  ดังนั้นจึงบูชาพญาแถน ด้วยการจุดบั้งไฟเพื่อแสดงความเคารพและยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพญาแถนว่าตอนนี้ชาวบ้านต้องการฝนและน้ำในการทำนา  นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือคางคก พญาคันคากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์